Posts Tagged ‘การแปล’

อุดมการณ์

ไทยยูโทเปีย ขอสนับสนุนนักแปลคุณภาพที่มีคุณธรรม

การแปล นับเป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นที่ใฝ่ฝันของหลายคน บางคนเรียนมาด้านนี้โดยตรง แต่บางคนก็ทำด้วยใจรัก หรือบ่อยครั้ง บางคนกลายเป็นนักแปลจำเป็นเพราะเป็นคนมีชื่อเสียง สำนักพิมพ์เห็นช่องทางการตลาด วางหมากเรียนเชิญให้คนดังมาแปลหนังสือ ให้ชื่อคนแปลฉุดงานเขียนให้ดังตั้งแต่อ่านชื่อผู้แปลที่หน้าปก

หากใครทราบช่วยแจ้งทีว่าผู้มีชื่อเสียงเหล่านั้น ได้ค่าตอบแทนงานแปลเท่าใด ไทยยูโทเปียมีแต่ข้อมูลค่าตอบแทนของนักแปลไร้ชื่อ (คือมีชื่อเสียงเรียงนามอยู่ หากไม่มีใครรู้จัก) มีตั้งแต่ 5 ถึง 20% ของราคาปก คูณด้วยจำนวนเล่มที่พิมพ์ รายละเอียดของค่าตอบแทนมีแตกต่างกันไปตามสัญญา อยากทราบให้ลองแปลงานกับสำนักพิมพ์ดู จะได้เห็นสัญญาโดยละเอียด กรณีที่ว่านี้หมายถึง งานแปลที่พิมพ์เป็นรูปเล่มโดยสำนักพิมพ์

Translation Service แปลงาน งานแปล
อีกกรณีหนึ่งคือ การว่าจ้างแปลเป็นงานๆ ทั้งจากบุคคลทั่วไปและนิติบุคคล เช่น บทความ เอกสารทางราชการ ประวัติการทำงาน เอกสารส่วนบุคคล เอกสารประกอบวิทยานิพนธ์ หรือแม้แต่การบ้านส่งอาจารย์ ฯลฯ งานเช่นนี้หากนักแปลรับงานแปลเอง มักจะมีการต่อรองราคาจากผู้ว่าจ้าง ส่วนใหญ่ต้องการให้ได้ราคาต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลายครั้งนักแปลจำต้องปล่อยงานไป เพราะแปลไปก็ไม่คุ้มหรือไม่ก็รับทำไปก่อนเพราะไม่มีงานอื่นรองรับ (หรือในทางตรงกันข้าม ลูกค้าว่าจ้างแปลงานด้วยราคาสูงแต่นักแปลแปลงานผิดหรือไม่ได้คุณภาพ)

คนหลายคนเก่งภาษา ติดต่อสื่อสารภาษาต่างประเทศได้อย่างคล่องแคล่ว แต่หากจะให้แปล กลับทำไม่ได้ ทั้งนี้ ผู้แปลจะต้องมีความรู้แม่นยำลึกซึ้งทั้งสองภาษา ในรูปแบบที่เกี่ยวข้องกัน เช่น a piece of cake ควรจะแปลว่า ง่ายเหมือนปอกกล้วยหรือของกล้วยๆ บางคนที่เราเคยรู้จัก พูดภาษาอังกฤษเหมือน native speaker เพราะเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็ก แต่ถ้าให้แปลแบบนี้ เขาจะแปลตรงว่า ง่ายเหมือนเค้กชิ้นหนึ่ง นั่นเป็นเพราะเขารู้ภาษาอังกฤษดีมากแต่รู้ภาษาไทยน้อยมาก กล่าวโดยสรุปแล้ว นักแปลจะต้องเก่งทั้งสองภาษาควบคู่กัน (ซึ่งมีไม่มากนัก แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีเลย)

นักแปลส่วนใหญ่ ไม่สามารถยึดงานแปลเป็นงานหลัก

นักเขียนไส้แห้ง วลีนี้ได้ยินจนคุ้นหู นักแปลส่วนใหญ่ก็ไส้แห้งพอๆ กับนักเขียนส่วนใหญ่นั่นแหละ (มีนักเขียนไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นจากทั้งหมดที่สามารถยืนหยัดได้ด้วยงานเขียนของตน) หรือวงการหนังสือไม่สำคัญสำหรับคนไทย หรือคนไทยไม่สนใจการอ่านจริงๆ อย่างสถิติที่กล่าวหาว่าคนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ยคนละ 7-8 บรรทัดต่อปี ไม่รู้สถิตินี้ได้มาอย่างไร จะกล่าวหากันเกินไปหรือไม่ แค่คุณนั่งรถเมล์เล่น อ่านป้ายโฆษณาตามข้างถนนเรื่อยไปจนถึงจุดหมายปลายทาง มันก็น่าจะเกินแปดบรรทัด

ในเมื่องานแปลทำแล้วไส้แห้ง นักแปลมากมายหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มที่เรียนภาษามาโดยตรง ก็หันไปทำงานในสำนักงานในอุตสาหกรรมอื่น เช่น เป็นเสมียน เลขานุการ ฝ่ายบุคคล ฝ่ายธุรการ ฝ่ายเอกสาร หรือที่มีความคิดสร้างสรรค์หน่อย ก็ไปทำงานโฆษณา งานนิตยสาร งานประชาสัมพันธ์ ฯลฯ มีอีกมากมายหลายหลากยากจะพรรณนาหมดในที่นี้ สรุปว่างานทำเงินคืองานหลัก ส่วนงานที่รัก (และเงินน้อย) คือ งานรอง

เสียดาย ที่เราเสียนักแปลดีๆ ไปเพราะไม่มีที่ให้เขาอยู่ได้ในงานที่เขาชอบ ในชีวิตจริงคนส่วนใหญ่ต้องทำมาหาเลี้ยงชีพได้ หากหาไม่ได้ ก็จำต้องเลิก สัจธรรมนี้จริง ถ้าคุณได้ทำงานที่คุณรัก คุณเป็นคนโชคดีที่สุด แต่สิ่งที่ต้องจดจำเสมอคือ จงรักในงานที่ทำ อย่างหวังแต่จะรอทำ งานที่รัก

เพื่อนคนหนึ่งต้องการทาสีผนังห้องขนาดประมาณ 4 ตารางเมตร ซื้อสีเตรียมมาแล้ว พร้อมจะไปช่วยกันทา ปรากฏว่าติดธุระ จึงตัดสินใจจ้างคนงานแถวนั้นทาให้ เขาใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง ทาเสร็จ คิดราคาห้าร้อยบาท

องค์กรใหญ่แห่งหนึ่งของรัฐ จัดทำพจนานุกรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เผยแพร่ไปทั่วประเทศ ใครได้ยินก็ต้องรู้จัก จ้างคนมาใส่ข้อมูลคำศัพท์ในฐานข้อมูล ใส่ศัพท์แล้วต้องแปล แปลแล้ว ต้องหาตัวอย่างประโยค และแปลประโยคด้วย ทำครบทั้งหมดนี้เรียกว่าหนึ่งระเบียน มีคำศัพท์คำหนึ่งเป็นคำศัพท์ที่ไม่นิยมใช้ หาตัวอย่างประโยคยากมาก ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็ยังหาตัวอย่างที่เหมาะสมไม่ได้ สุดท้ายเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงจึงเสร็จหนึ่งระเบียน องค์กรแห่งนั้น ให้ค่าตอบแทนระเบียนละห้าบาทสำหรับทุกคำศัพท์ วันนั้นแค่ค่ารถก็หมดไปเกือบห้าสิบบาทแล้ว สิ่งที่ได้รับไม่ใช่เงิน แต่เป็นประสบการณ์ไว้เล่าสู่กันฟัง

หรือจะเปลี่ยนไปเป็นช่างทาสี

อีกองค์กรหนึ่ง เป็นของเอกชน ทำพจนานุกรมที่มีชื่อเสียงที่สุด ใครได้ยินต้องร้องอ๋อ ให้ระเบียนละยี่สิบบาท หนึ่งชั่วโมงสมมุติทำได้ห้าระเบียน รวมเป็นหนึ่งร้อยบาท เพื่อนคนเดิมจ้างช่างมาเจาะรูผนังห้อง เพื่อติดชั้นวางของกับฐานรีโมทแอร์ เขาคิดค่าเจาะรูละ 50 บาท วันนั้นเจาะไปเจาะมาเพื่อนหมดไป 1,000 บาท ใช้เวลาประมาณชั่วโมงกว่าๆ

หรือจะไปสมัครเป็นช่างเจาะรูผนังดี

ในงานก่อสร้าง บุคคลากรสำคัญคือวิศวกร เงินเดือนสูงลิ่ว ในบางที่ให้เงินเดือนเหยียบแสนหรือมากกว่า พนักงานจำพวกเสมียนหรือเลขานุการอยู่ในจำพวก supporting officer จะได้ค่าตอบแทนต่ำกว่า

ส่วนงานหนังสือ คนแปลเป็นตัวหลัก แต่บริษัทใหญ่ๆ แบ่งสันปันส่วนให้ผู้แปลห้าเปอร์เซ็นต์ บอกให้คร่าวๆ พอได้คิด ว่าหนังสือแปลหนึ่งเล่มได้ไม่ถึงห้าหมื่นบาท บางเล่มใช้เวลาครึ่งปี หรือบางเล่มถึงหนึ่งปี อย่างไรก็ได้ค่าตอบแทนเท่ากัน แบบนี้แล้ว น้อยคนนักที่จะทำงานแปลเป็นอาชีพหลัก

ไทยยูโทเปีย ปรารถนารวบรวมนักแปลที่มีคุณภาพ (ไม่ดังไม่เป็นไร) และเป็นสื่อสัมพันธ์ให้ลูกค้าได้รับงานแปลคุณภาพจากนักแปลคุณภาพ โปรดอ่านรายละเอียดใน “ใครอยากแปล มีงานแปล”

ไทยยูโทเปียมีความหวังว่า นักแปลจะรับผิดชอบงานของลูกค้า ผลิตผลงานอย่างมีคุณภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานค่าตอบแทน แก่นักแปลที่มีความสามารถและตั้งใจจริง

เรายินดีรับคำแนะนำ ติ ชม จากทุกท่าน

หมายเหตุ ความคิดเห็นข้างต้นเป็นทัศนคติส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

One Response to “อุดมการณ์”

You must be logged in to post a comment.